Connect with us

สังคม

ข้อเท็จจริงวิกฤต “บขส.ตราด หยุดให้บริการ สายตราด-หมอชิต 2”

Published

on

สรุปข้อเท็จจริงวิกฤต “บขส. ตราด-หมอชิต 2” เสียงสะท้อนจากประชาชน และคำชี้แจงจากภาครัฐ

จากกรณีที่มีกระแสข่าวแพร่สะพัดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เตรียมยุติการให้บริการรถโดยสารประจำทางเส้นทาง ตราด – กรุงเทพฯ (หมอชิต 2) ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะถือเป็นการปิดตำนาน 67 ปีของการเดินรถสายดังกล่าวนั้น ล่าสุดได้มีคำชี้แจงข้อเท็จจริงจาก บขส. พร้อมกับเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบในหลากหลายมิติ

สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดตราด

คำชี้แจงจาก บขส.ยังไม่หยุดวิ่ง และไม่ได้ปิดสถานี
บริษัท ขนส่ง จำกัด ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ข้อมูลการเตรียมยุติการเดินรถและปิดสถานีขนส่งนั้นเป็นข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ปัจจุบัน บขส. ยังคงเปิดให้บริการเดินรถเส้นทาง กรุงเทพฯ (หมอชิต 2) – ตราด ตามปกติวันละ 2 เที่ยว (ไป-กลับ) โดยเที่ยวไปออกจากหมอชิต 2 เวลา 07.30 น. และเที่ยวกลับออกจากตราด เวลา 09.30 น. นอกจากนี้ ประเด็นการปิดตำนาน บขส. ตราด ก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดตราดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเทศบาลเมืองตราด ซึ่งยังคงเปิดให้บริการตามปกติ 

อย่างไรก็ตาม บขส. ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการน้อยลงจนส่งผลให้บริษัทขาดทุนอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาหาแนวทางปรับปรุงเส้นทางเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และลดภาระค่าใช้จ่าย

บริษัท ขนส่ง จำกัด ชี้แจงอย่างเป็นทางการ

มุมมองของพนักงานผู้ประกอบการท้องถิ่นภาระต้นทุนและโดมิโนเอฟเฟกต์ 
ในมุมมองของผู้ปฏิบัติงานหน้าลาน พนักงานจำหน่ายตั๋วของ บขส. ตราด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้โดยสารขึ้นรถจากต้นทางเฉลี่ยเพียง 10 คน และรับเพิ่มที่จุดจอดแสนตุ้งอีก 4-5 คน รวมเป็นประมาณ 15 คนต่อเที่ยว ซึ่งรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายตายตัวที่สูงถึง 5,000 บาทต่อเที่ยว ทำให้พนักงานเกิดความกังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงานหากมีการยุติเส้นทางหรือปรับโครงสร้างในอนาคต 

นางสาวนงลักษณ์  มูลสัน พนักงานจำหน่ายตั๋ว บขส.ตราด

ขณะเดียวกัน ตัวแทนกลุ่มผู้ขับรถสองแถวรับจ้างในพื้นที่ก็แสดงความกังวลว่า หากรถ บขส. ขนาดใหญ่หยุดวิ่งจริง จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของพวกเขาโดยตรง เนื่องจากจะสูญเสียกลุ่มลูกค้าหลักที่เดินทางมากับรถทัวร์เพื่อต่อรถสองแถวไปยังแหล่งชุมชนหรือท่าเรือข้ามเกาะต่างๆ

นายยงยุทธ ใหญ่ยอด คนขับรถสองแถว

มุมมองของผู้บริโภคและภาคประชาสังคมการเรียกร้องสวัสดิการขั้นพื้นฐาน
ภาคประชาชน นำโดยประธานชมรมพิทักษ์สิทธิและคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดตราด ได้แสดงจุดยืนคัดค้านแนวโน้มการหดตัวของบริการ บขส. อย่างรุนแรง โดยมีการทำหนังสือผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกร้องให้คงเส้นทางนี้ไว้ และเสนอให้เพิ่มเที่ยวรถรอบกลางคืน ภาคประชาสังคมมองว่ารถโดยสารของ บขส. คือ “สวัสดิการขั้นพื้นฐาน” ของรัฐ 

นายสมเกียรติ สมถรรถการ ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิและคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดตราด ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผ่านนายพิชานนท์ อิงประสาร สส.ตราด โดยนายวศิน พงศ์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.


หากยุติการให้บริการ จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนค่าโดยสารครึ่งราคา และผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้ว่ารัฐจะขยายสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมรถร่วมเอกชนแล้ว แต่ข้อจำกัดด้านสรีระของรถมินิบัสที่มีพื้นที่แคบ ไม่เอื้ออำนวยต่อผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องพกพาสัมภาระจำนวนมาก ทำให้ประชาชนยังคงต้องการพึ่งพารถบัสขนาดใหญ่ของ บขส.

หนังสือถึง รมว.คมนาคม

มุมมองของรถร่วมเอกชนและมินิบัส ทางเลือกความถี่สูงที่เข้ามาเติมเต็ม 
ท่ามกลางปัญหาขาดทุนของรถขนาดใหญ่ รถร่วมเอกชนที่เปลี่ยนมาให้บริการด้วย “รถมินิบัส” เช่น กลุ่มเกาะช้างกรุงเทพเดินรถ กลับเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ โดยใช้กลยุทธ์ความถี่สูง มีรอบรถออกทุกๆ 1-1.5 ชั่วโมง ตลอดทั้งวัน รวมกว่า 26 เที่ยว (ไป-กลับ) 

นายศรัณพงศ์ มวลประสิทธิ์ พนักงานขับรถมินิบัส (รถร่วมบขส.)

พนักงานขับรถมินิบัส ระบุว่า แม้บางรอบจะมีผู้โดยสารเต็มคัน และบางรอบจะมีเพียง 4-5 คน แต่ความคล่องตัวของรถขนาดเล็กก็ทำให้สามารถประคับประคองการวิ่งตามรอบเวลาปกติได้ ซึ่งสามารถตอบสนองพฤติกรรมผู้โดยสารยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดการเวลาได้ดีกว่ารถทัวร์ขนาดใหญ่

เหตุการณ์กระแสข่าวลือนี้ จึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนรอยต่อที่สำคัญของระบบขนส่งมวลชนไทย แม้ บขส. จะยืนยันการให้บริการเส้นทางตราด-หมอชิต 2 ต่อไป แต่ความท้าทายในการหาสมดุลระหว่าง “ความอยู่รอดทางธุรกิจ” และ “การจัดบริการเพื่อสังคม” ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งวางแผนรับมืออย่างยั่งยืนต่อไป

Continue Reading

สังคม

พัฒนาพื้นที่ตาบอด ถนน 4 เลน ตัดใหม่หน้าโลตัสตราดออกประมวลดี

Published

on

โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดตราด คัดเลือกพื้นที่ในเขตผังเมืองรวมเมืองตราด แผนพัฒนาพื้นที่ตาบอด ถนน 4 เลน ตัดใหม่หน้าโลตัสตราดออกประมวลดี

(15 ก.ย.69) สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดตราด ได้คัดเลือกพื้นที่ในเขตผังเมืองรวมเมืองตราด จังหวัดตราด พื้นที่เป้าหมายการจัดรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่ตาบอด เบื้องต้นเตรียมแผนก่อสร้างถนน 4 เลน ตัดใหม่ (ถนนสาย ค3) จากถนนสุขุมวิทขาออกเมืองตราด(ตรงข้ามโลตัส) ผ่านด้านหลังสถานีขนส่งจังหวัดตราด ไปถึงถนนศรีสุวรรณพิศ 2 (หมู่บ้านประมวลดี)

อย่างไรก็ตามถนนสาย ค.3 เป็นถนน 4 เลน ตัดผ่านแปลงที่ดินประชาชน จำนวน 5 แปลง ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาพูดคุยหาแนวทางการพัฒนาร่วมกัน หากไม่มีใดๆ จะดำเนินการตามแผนการพัฒนาที่ดินต่อไป

สำหรับการจัดรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่ตาบอดนััน เนื่องจากปัจจุบันชุมชนทั้งในเมืองและชนบทมีการขยายตัวมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ขยายไปตามถนนสายสำคัญ แต่การพัฒนาที่ผ่านมาไม่ได้เป็นระบบ ทำให้เกิดพื้นที่ว่างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ที่ดินบางแปลงไม่มีทางเข้าออก หรือที่เรียกว่า “ที่ดินตาบอด” รวมถึงบ้านเรือนและชุมชนที่กระจายตัวจนระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน น้ำประปา และไฟฟ้า เข้าไปให้บริการได้ไม่ทั่วถึง ปัญหาเหล่านี้สะสมมานานจากการขยายตัวของเมืองอย่างอิสระและขาดการวางแผนที่เหมาะสม ทำให้แก้ไขได้ยากและส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดังนั้น การวางผังและจัดระเบียบการใช้ที่ดินจึงมีความสำคัญ เพื่อให้ชุมชนเติบโตอย่างเป็นระบบ ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า ประชาชนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้ทั่วถึง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Continue Reading

สังคม

อบต.เกาะกูด ร้องจังหวัดสางปมพื้นที่ความมั่นคง กระทบพัฒนาท่องเที่ยว

Published

on

เกาะกูด

นายก อบต.เกาะกูด ร้องจังหวัดสางปมพื้นที่ทับซ้อน ส่งผลแหล่งเที่ยวบนเกาะกูดไร้เจ้าภาพดูแลเหตุเป็นพื้นที่ความมั่นคง กองทัพเรือ สูญรายได้กว่า 60 ล้าน เสนอแยกจุดเที่ยว แยกพื้นที่มั่นคง

          (10 กันยายน 2569) นายสาคร  นิลรัตน์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด  เป็นประธานการประชุมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวอำเภอเกาะกูด (เขตที่ดินของรัฐในพื้นที่หวงห้ามไว้ใช้ในราชการกองทัพเรือ ในท้องที่อำเภอเกาะกูด)  ซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตราดเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะกูด ผู้แทนแขวงทางหลวงชนบทตราด ผู้แทนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตราด ผู้แทนท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตราด   เข้าร่วมที่ห้องประชุมตราดสีทอง ศาลากลางจังหวัดตราด โดยมีนายอำเภอเกาะกูด ผู้แทนกองทัพเรือ  ธนารักษ์พื้นที่ตราด ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ในครั้งนี้

นายเดชาธร จันทร์อบ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะกูด อ.เกาะกูด จ.ตราด เปิดเผยว่า ปัญหาการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของเกาะกูด เป็นปัญหาคาราคาซังมาอย่างยาวนาน กว่า 20 ปีแล้ว  เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ น้ำตก ต้นไม้ยักษ์ (มะค่ายักษ์และไทรยักษ์) และเขาเรือรบ ไม่มีหน่วยงานหลักเข้ามาเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ ทำให้ขาดการดูแลทั้งด้านสาธารณูปโภคและความปลอดภัย ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีโดยไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับถึงปีละเกือบ 60 ล้านบาท ขณะที่ท้องถิ่นและฝ่ายปกครองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะและการดูแลความปลอดภัยเพียงฝ่ายเดียว

นายเดชาธร ระบุว่า ที่ผ่านมา อบต.เกาะกูด ไม่สามารถนำงบประมาณเข้าไปพัฒนาหรือสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานได้ เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมาย เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ และตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2513 ได้มอบหมายให้กองทัพเรือเป็นผู้ดูแลเพื่อความมั่นคง  แต่ด้านหนึ่งกรมธนารักษ์ กลับให้เอกชนเข้ามาเช่าที่ดินกว่า 600 ไร่ บนเกาะกูดเพื่อทำประโยชน์ได้

แม้ทาง อบต.เกาะกูด จะเคยทำเรื่องขอใช้พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 6 แห่งผ่านทางจังหวัดมาตั้งแต่ปี 2549 แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า สิ่งปลูกสร้างจำเป็นอย่างห้องน้ำสาธารณะตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ ในอดีตจึงต้องอาศัยเงินทำบุญทอดผ้าป่าและเงินกองทุนหมู่บ้านของชาวบ้านมาสร้าง ซึ่งปัจจุบันทรุดโทรมและไม่เพียงพอรองรับนักท่องเที่ยว จน อบต. มักตกเป็นเป้าถูกตำหนิเรื่องการบริหารจัดการ ทั้งที่ไม่มีอำนาจเข้าไปดำเนินการ

นายก อบต.เกาะกูด กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำเรื่องเข้าสู่การประชุมระดับจังหวัดในครั้งนี้ เพื่อเร่งหาทางออกร่วมกับทางจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยท้องถิ่นพร้อมยอมรับทุกแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้กรมธนารักษ์เข้ามาบริหารเอง กองทัพเรือเป็นผู้จัดการ หรือจะมอบหมายให้ท้องถิ่นและจังหวัดเป็นผู้ดูแล ขอเพียงให้มีหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจน ไม่ปล่อยทิ้งขว้างจนกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในระดับประเทศ

พร้อมเสนอให้มีการกันพื้นที่ความมั่นคงทางทหารออกจากการใช้ประโยชน์ เพื่อเปิดทางให้สามารถพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวและสาธารณูปโภคที่จำเป็น รวมทั้งนำรายได้เข้าสู่ระบบของรัฐต่อไป

Continue Reading

สังคม

ฝีพายเมืองตราดคนแรกในรัชกาลที่ 10 ร่วมขบวนพยุหยาตราทางชลมารคปี 2569

Published

on


เบื้องหลังความสง่างามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พุทธศักราช 2569 คือหยาดเหงื่อและความมุ่งมั่นของเหล่าฝีพายเรือพระราชพิธี เรื่องราวของ “นรจ.ปภังกร ใจรักษ์” ชายหนุ่มจากจังหวัดตราด ผู้มีคุณพ่ออดีตทหารเกณฑ์เป็นแรงบันดาลใจ สู่การได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่และเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นฝีพายเรือดั้ง ถวายงานรับใช้ใต้ฝ่าละอองuliพระบาท ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม

ภาพ กองทัพเรือ

จากจุดเริ่ม สู่ฝีพายแห่งประวัติศาสตร์ เส้นทางความภาคภูมิใจของลูกประดู่เมืองตราด

เบื้องหลังความสง่างามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือหยาดเหงื่อ ความมุ่งมั่น และความภาคภูมิใจของเหล่าฝีพายที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติ 

หนึ่งในนั้นคือ นักเรียนจ่า ปภังกร ใจรักษ์ (บอล) วัย 19 ปี นักเรียนจ่าชั้นปีที่ 2 พรรคพิเศษ เหล่าทหารการเงิน โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ชายหนุ่มจากจังหวัดตราดที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์นี้

ก้าวแรกสู่รั้วราชนาวีด้วยแรงบันดาลใจจากครอบครัว

ก่อนจะเข้ามาสวมเครื่องแบบทหารเรือ นักเรียนจ่าปภังกร ใจรักษ์ พร้อมแฝดผู้พี่อย่างนักเรียนจ่าประภากร ใจรักษ์ (บาส) ทั้ง 2 คน จบการศึกษาที่โรงเรียนตราษตระการคุณ สายวิทย์-คณิต การตัดสินใจเบนเข็มสู่เส้นทางสายทหารนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่ถูกหล่อหลอมมาจากบุคคลรอบข้าง

แรงบันดาลใจหลักเกิดจากการที่ญาติและคนรอบข้างรับราชการเป็นทหารเรือ ภาพจำสำคัญคือคุณพ่อที่เคยเป็นทหารเกณฑ์ สังกัดกองทัพเรือ ทำให้ทั้ง 2 คน มองเห็นถึงความเท่ มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรี จนอยากเจริญรอยตามคุณพ่อ

เมื่อสอบเข้าได้สำเร็จและได้เรียนในเหล่าที่ต้องการ ก็สร้างความภาคภูมิใจให้กับทั้งตนเองและพ่อแม่ ชีวิตในรั้วโรงเรียนทหารช่วงชั้นปีที่ 1 นั้นมีความยากลำบากอยู่บ้าง แต่ทั้ง 2 คน อาศัยความอดทน ปฏิบัติตามคำสั่งจนสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้

หยาดเหงื่อและการฝึกซ้อมสู่การเป็นฝีพายเรือดั้ง

เมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นปีที่ 2 นักเรียนจ่าปภังกร ได้รับโอกาสสำคัญในชีวิต คือการคัดเลือกเป็นฝีพายในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ส่วนนักเรียนจ่าประภากร เป็นตัวสำรอง แต่มีหน้าที่หลักในการดูแล ปกครอง รุ่นน้อง นักเรียนจ่าชั้นปีที่ 1 

นักเรียนจ่าปภังกร เผยถึงขั้นตอนการฝึกฝนอย่างหนักและเป็นระบบ โดยเริ่มจาก การฝึกบนบก เริ่มต้นในช่วงกลางเดือนเมษายน โดยเริ่มจากการฝึกท่าทางพื้นฐานที่ “เขียงฝึก” ก่อนจะย้ายไปฝึกซ้อมในน้ำที่อ่างเก็บน้ำของศูนย์ฝึกทหารใหม่

สุดท้ายเป็นการฝึกในสถานที่จริง เพื่อเตรียมตัวลงฝึกในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม เพื่อสร้างความคุ้นชินกับกระแสน้ำและสถานการณ์จริง

ในช่วงแรกของการฝึกซ้อม ยอมรับว่ามีความรู้สึกเกร็งและกดดัน เนื่องจากไม่เคยพายเรือลักษณะนี้มาก่อน อีกทั้งยังกังวลว่าจะทำได้ไม่ดีเท่าเพื่อนร่วมทีม แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาศัยการฝึกซ้อมซ้ำ ๆ ร่างกายก็เกิดความคุ้นชินและสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี

เกียรติยศสูงสุดของชีวิตและความภูมิใจของคนตราด

ความพิเศษของการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การได้เป็นฝีพาย แต่นักเรียนจ่าปภังกร ยังเพิ่งทราบว่าตนเองคือ “คนตราดคนแรก” ที่ได้มาเป็นฝีพายในช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 (โดยก่อนหน้านี้เคยมีญาติของเขาซึ่งอยู่ในเหล่าพลาธิการ เคยเป็นฝีพายมาก่อนเช่นกัน ) การได้ถวายงานรับใช้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิตรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ในขณะที่ยังเป็นเพียงนักเรียนจ่า แต่กลับได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้

ในท้ายที่สุด นักเรียนจ่าปภังกร ได้ฝากความรู้สึกไปถึงพ่อแม่และผู้ชมทุกคนว่า โอกาสที่ได้รับนี้ถือเป็นบุญและเป็นเกียรติอันสูงสุดในชีวิตของเขาแล้ว

เรื่องราวของนักเรียนจ่าปภังกร ใจรักษ์ และนักเรียนจ่าประภากร ใจรักษ์ จึงเป็นเสมือนตัวแทนของความมุ่งมั่น จากเด็กหนุ่มต่างจังหวัดที่มีพ่อเป็นต้นแบบ สู่การทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ระดับชาติ ที่จะถูกจารึกไว้เป็นความภาคภูมิใจของตนเอง ครอบครัว และชาวจังหวัดตราดตลอดไป

ภาพ กองทัพเรือ
Continue Reading

สังคม

SONP อัปเดตทิศทางสื่อครึ่งปีหลัง 2026 เตรียมห้องข่าวรับการเปลี่ยนแปลงยุค AI

Published

on

By

SONP เปิดเวทีแชร์มุมมองครึ่งปีหลัง2026 ทิศทางสื่อออนไลน์จะเป็นอย่างไรเมื่อต้องปรับตัวให้เข้ากับยุค AI ที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาที โดยมีกูรูแนวหน้าในวงการสื่อออนไลน์ ร่วมแชร์ประสบการณ์และแนะนำเทคนิคการทำงานที่รู้เท่าทัน AI

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยการสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดอบรม One Day Training ครั้งที่ 6 หัวข้อ Media & AI Outlook: The Second Half of 2026 อัปเดตทิศทางสื่อและ AI ครึ่งปีหลัง เพื่ออัปเดตทิศทางเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน และผลิตสื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยการสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดอบรม One Day Training ครั้งที่ 6 หัวข้อ Media & AI Outlook: The Second Half of 2026 อัปเดตทิศทางสื่อและ AI ครึ่งปีหลัง

โดย คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ Senior Leader TNN Digital Media & AI และ คุณชุตินธรา วัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ Thai PBS มาร่วมบรรยายและอัปเดตเทรนด์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง และเตรียมพร้อมก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อในยุค AI

คุณชุตินธรา กล่าวถึงภูมิทัศน์สื่อและอาชีพนักข่าวในยุค AI โดยได้แสดงให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อที่ AI เข้ามาเป็นตัวเร่งให้ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างมาก จนนักข่าวและองค์กรสื่อต้องปรับตัวกันแทบจะเป็นรายวันและรายชั่วโมง

คุณชุตินธรา กล่าวด้วยว่า พฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนจาก Google Search ไปสู่ AI เช่น Gemini และ ChatGPT พบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ปรากฏการณ์ Zero-Click และ AI Overview ทำให้ทราฟฟิกที่เคยวิ่งเข้าเว็บไซต์ข่าวลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทบทั้งรูปแบบการวัดผล (KPI) และโมเดลรายได้จากโฆษณาแบบเดิม

สำหรับทางรอดของสื่อ คือ การปรับกลยุทธ์สู่ AI Search Optimization (AISO/AEO/GEO) ควบคู่กับการยึด First-party Data และคุณภาพเนื้อหาที่เขียนด้วยมนุษย์จริง ตามหลัก E-E-A-T ของ Google ซึ่งประกอบด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจ ถือเป็นจุดแข็งที่ AI ผลิตแทนไม่ได้

ส่วนคุณก้าวโรจน์ กล่าวว่า เป็นอีกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการสื่อดิจิทัลจากยุค SEO สู่ยุค GEO และ AI Agent ซึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมการค้นหาและเสพสื่อของผู้คน โดยผู้ใช้มือถือมักหยุดอยู่ที่คำตอบแรกจาก AI หรือระบบเสิร์ช ส่งผลให้ทราฟฟิกที่ไหลเข้าเว็บไซต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเว็บข่าวที่รายได้โฆษณาไม่เติบโตตามยอดวิว

ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง YouTube ก็เผชิญภาวะทราฟฟิกตกทั้งวงการ เนื่องจากผู้ชมย้ายเวลาไปสู่คอนเทนต์แนวตั้ง ดราม่า และเนื้อหาที่สร้างด้วย AI คาดว่าในอนาคต Google และผู้เล่นรายใหญ่จะเร่งหาช่องทางรายได้ใหม่ผ่านโมเดลสมาชิก (Subscription) แทนการพึ่งพาโฆษณาเพียงอย่างเดียว ขณะที่คนทำสื่อต้องยกระดับการใช้ AI จากการสั่งงานแบบ Prompt เดี่ยว ไปสู่การออกแบบ Workflow Automation เต็มรูปแบบในห้องข่าว ภายใต้แนวคิด Human-in-the-Loop ควบคู่ไปกับเรื่องจริยธรรมและกฎหมาย PDPA ซึ่งคาดว่าในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า องค์กรจะถูกผลักดันให้ปรับใช้ระบบอัตโนมัติ และจะใช้งานจริงอย่าวกว้างภายในสิ้นปี องค์กรสื่อที่ปรับตัวได้ทันจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ขณะที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ยังคงเป็นตัวชี้ขาดเหนือการผลิตซ้ำของ AI

วันเดียวกันนี้ สมาชิกยังร่วมรับฟัง แนวทางการตัดสินรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 โดย ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ และ กรรมการตัดสินรางวัล กล่าวถึงการยกระดับมาตรฐานงานข่าวสู่เวทีรางวัลวิชาชีพ โดยระบุตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในทุกช่วงวัย ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมากในระดับวินาทีต่อวินาที สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จึงมุ่งเน้นส่งเสริมการสร้างข่าวคุณภาพที่ส่งผลต่อความคิด ทัศนคติ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงยอดวิวเพียงอย่างเดียว

ดร.มานะ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้ยังเปิดกว้างให้สามารถใช้เทคโนโลยี AI ในกระบวนการสร้างสรรค์ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องระบุและชี้แจงให้ชัดเจนในเอกสารประกอบว่าใช้ AI ในส่วนประกอบใดบ้าง เพื่อความโปร่งใสและไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อออนไลน์และส่งเสริมให้ประชาชนได้เลือกรับข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง พร้อมทั้งให้กำลังใจคนทำงานสื่อที่ยังคงทุ่มเทผลิตผลงานคุณภาพท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมยังได้เรียนรู้แนวทางการพัฒนางานข่าวที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม ผ่านหัวข้อ “Unlocking Road Safety: มองลึกปัจจัยเสี่ยง เล่าเรื่องเปลี่ยนสังคม” โดย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ซึ่งประเด็นความปลอดภัยทางถนนถือเป็นหนึ่งในโจทย์ของการประกวดข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2569

นพ.ธนะพงศ์ ตั้งโจทย์ท้าทายคนทำข่าวว่า จะทำอย่างไรให้สังคมหลุดออกจากความคุ้นชินกับข่าวอุบัติเหตุที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ แม้ในแต่ละปีจะมีคนไทยเสียชีวิตบนท้องถนนมากกว่าหมื่นราย พร้อมเสนอให้มองเหตุการณ์อุบัติเหตุแต่ละกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งยังมีเงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัย หรือ Unsafe Condition ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทั้งจากวิถีชีวิต ความเร่งรีบ การใช้โทรศัพท์มือถือ ตลอดจนข้อจำกัดและความผิดพลาดของมนุษย์

ในช่วงเวิร์กช็อป ผู้เข้าร่วมอบรมได้ฝึกวิเคราะห์ข่าวอุบัติเหตุ ที่มุ่งให้ผู้เข้าร่วมค้นหาปัจจัยเสี่ยงในแต่ละระดับ พร้อมระบุหน่วยงานหรือเจ้าภาพที่ต้องเข้ามารับผิดชอบ ตลอดจนทดลองเขียนพาดหัวข่าวที่สะท้อนต้นเหตุเชิงระบบ

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากเห็นสื่อมวลชนทำหน้าที่ผลักดันข่าวอุบัติเหตุไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เชื่อมโยงความรับผิดชอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การนำเสนอข่าวไม่จบลงเพียงการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ซ้ำ ๆ แต่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง

Continue Reading
Advertisement

Trending

Copyright © 2553 สำนักข่าวตราดทีวีออนไลน์ เว็บไซต์ข่าวจังหวัดตราด