Connect with us

ชายแดนตราด

แจงรายละเอียดพื้นที่ 17 จุด พิพาทชายแดนจังหวัดตราด

Published

on

ฉก.นย.ตราด เชิญสื่อมวลชน แจงรายละเอียดพื้นที่ 17 จุด พิพาทชายแดนจังหวัดตราด ยันกัมพูชารุกล้ำใน “พื้นที่อ้างสิทธิ์”  ไม่ใช่เขตอธิปไตยไทย เร่งเจรจา-ใช้โดรนคุมเข้ม

จากกรณีปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 17 จุด 2 อำเภอของจังหวัดตราด  ยืนยันทั้งหมดเป็น “พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์” ภายใต้กรอบ MOU ปี 2543 ซึ่งห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม ไม่ใช่การบุกรุกอธิปไตยไทยอย่างชัดเจน พร้อมเผยรายละเอียดแต่ละจุด ทั้งฐานทหาร สวนยาง และบ้านเรือน ย้ำไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่ใช้การลาดตระเวนด้วยโดรนควบคู่กับการประท้วงและเจรจาทางการทูต เตรียมหารือฝ่ายกัมพูชาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

จากกรณีที่มีกระแสข่าวและการตั้งกระทู้ถามในสภาฯ ของนายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด ถึงปัญหาที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำแนวชายแดนไทยในพื้นที่จังหวัดตราด รวม 17 จุด สร้างความกังวลใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่นั้น

ล่าสุดเวลา 14.30 น. วันที่ 18 กันยายน 2568   กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้เชิญสื่อมวลชนเข้ารับฟังการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง นาวาเอกภริศวร์ วงษ์ศรีเพ็ญ ผบ.ฉก.นย.ตราด เป็นชี้แจงด้วยตนเอง

นาวาเอกภริศวร์  กล่าวว่า ทั้ง 17 จุด ไม่ได้อยู่ใบบริเวณที่เป็นอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน แต่เป็น “พื้นที่อ้างสิทธิ์” ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกันตามแนวสันปันน้ำ ซึ่งอยู่ภายใต้ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ปี 2543

สาระสำคัญของ MOU ดังกล่าวคือ ให้สิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เดิมคงอยู่ต่อไปได้ แต่ห้ามมิให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ ดังนั้นหน้าที่ของฝ่ายไทยคือการเฝ้าระวัง ตรวจการณ์ และหากพบการละเมิด จะต้องทำหนังสือประท้วงและประสานงานเพื่อยับยั้ง ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือด้วยดี

แต่ความยากลำบากในการปักปันเขตแดนบริเวณนี้คือ ระยะทางกว่า 105 กิโลเมตร จากหลักเขตที่ 70 (อ.บ่อไร่) ถึงหลักเขตที่ 71 (เขาวง) ไม่มีหลักเขตแดนย่อยเลย ทำให้ต้องยึดแนวสันปันน้ำเป็นหลัก ซึ่งการตีความเส้นบนแผนที่กับการปฏิบัติในภูมิประเทศจริงด้วย GPS อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ 10-20 เมตร การตัดสินชี้ขาดจึงต้องรอคณะกรรมการปักปันเขตแดน (JBC) เท่านั้น

ส่วนรายละเอียด 17 จุด ส่วนใหญ่เป็นถนน-สิ่งปลูกสร้างเก่า  มี 10 กว่าจุดเป็นถนนและเส้นทางลำเลียง เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ได้พลักดันและไม่มีการทำประโยชน์  โดยจุดสังคมให้ความสนมีดังนี้

(จุดที่ 13- 17)  ฐานปฏิบัติการทหารกัมพูชา บ้านชำราก ต.ชำราก สร้างอาคาร 3-4 หลัง ล้ำเข้ามาในแนวที่ไทยอ้างสิทธิ์ประมาณ 160 เมตร ได้ทำการประท้วงไปแล้ว

ฐานของร้อย 501 ของกัมพูชา (จุดที่ 15) ตั้งอยู่บนเส้นปฏิบัติการ และมีการปรับปรุงแนวดินล้ำมาประมาณ 30 เมตร

สวนยางพารา บ้านชำราก(จุดที่ 16)  มีการปลูกยางพาราอายุกว่า 15 ปี บนพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ล้ำเข้ามาประมาณ 180 เมตร ปัจจุบันทหารไทยได้ผลักดันไม่ให้มีการเข้ามาทำประโยชน์หรือกรีดยางแล้ว คงเหลือไว้เพียงสภาพป่า

บ้านหนองรี ต.ชำราก (จุดที่ 11) เป็นบ้าน 3 หลังที่สร้างมาตั้งแต่สมัยสู้รบกับเขมรแดง และยังคงอยู่หลังสถานการณ์สงบ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาให้รื้อถอน จะเข้าเจรจาในวันพรุ่งนี้

นาวาเอกภริศวร์  ย้ำว่า จากเดิมที่การลาดตระเวนทำได้ยากลำบากเพราะเป็นพื้นที่ป่าเขาและมีทุ่นระเบิด ปัจจุบันได้นำ อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาใช้ในการบินตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและเข้าไประงับยับยั้งได้ทันท่วงที

            สำหรับประเด็นอาคารคาสิโนและถนนบริเวณจุดผ่อนปรนการค้าบ้านทมอดา  (จุดที่ 12) ที่มีข้อสงสัยว่าเป็นการเอื้อประโยชน์นั้น นาวาเอกภริศวร์ ชี้แจงว่า โครงการก่อสร้างถนนเกิดขึ้นจาก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอดีต ที่ต้องการยกระดับเป็น “จุดผ่านแดนถาวร” เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหารและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ทักท้วง เนื่องจากแนวเขตแดนยังไม่ชัดเจน โครงการจึงถูกระงับไป เหลือเพียงถนนและเสาไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว

จากการตรวจสอบพบว่า มีเพียงส่วนปลายของอาคารคาสิโนฝั่งกัมพูชาเท่านั้นที่ล้ำเข้ามาในแนวเส้นที่ไทยอ้างสิทธิ์ ไม่ได้ล้ำมาทั้งอาคาร ซึ่งปัญหานี้จะยังคงอยู่จนกว่าการปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ และฝ่ายความมั่นคงยังคงยืนยันไม่เห็นชอบให้เปิดเป็นด่านถาวรในขณะนี้

นาวาเอกภริศวร์  กล่าวทิ้งท้ายว่า พวกเรา คือ ทหารของพระราชา มีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว เงินเดือนทุกบาททุกสตางค์มาจากภาษีราษฎร ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล เราจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง”

อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้จะมีการนัดพบปะกับผู้แทนระดับสูงของฝ่ายกัมพูชาเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะต่อไป และจะสื่อมวลชนลงพื้นที่บ้านชำราก เพื่อดูสภาพพื้นที่จริงในวันพรุ่งนี้เวลา 14.00 น.

ชายแดนตราด

ทร. โต้ข่าวปลอมเปิดด่านชายแดนจันทบุรี

Published

on

By

ทร. โต้ข่าวปลอมเปิดด่านชายแดนจันทบุรี ผบ.ทร. ยืนยันไม่เปิดประตูเล็กพลักดันต่างด่าว ก่อนงัดไม้เด็ดไลฟ์สด 3 จุดผ่านแดนพิสูจน์ความโปร่งใสให้ประชาชนทั้งประเทศให้ชม

จากกรณีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์คนหนึ่ง ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความส่วนหนึ่ง ระบุว่า “ด่านหนองผักกาดไม่เคยถูกปิด มีนายทุนส่งสินค้าจากไทยไปเขมรตลอดเวลา” ลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

โดยก่อนหน้านี้ วันที่ 22 พฤษภาคม 2569  พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ (ผบ.ทร.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการซ้อมแผนอพยพทางทะเลที่อำเภอคลองใหญ่ จ.ตราด โดยได้ปฏิเสธกระแสข่าวลือและยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการเปิดด่านแต่อย่างใด

ส่วนภาพการเปิดประตูเล็กที่ปรากฏให้เห็นในบางครั้งนั้น ผบ.ทร. ชี้แจงว่า เป็นเพียงการดำเนินการทางมนุษยธรรมและการผลักดันบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายกลับประเทศเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้กระทำผิดชาวไทยดำเนินคดีในฝั่งกัมพูชาเสร็จสิ้น หรือผู้กระทำผิดชาวกัมพูชาผ่านกระบวนการยุติธรรมในฝั่งไทยเสร็จสิ้นแล้ว จึงจะมีการส่งตัวกลับผ่านช่องทางดังกล่าว

            ต่อมา 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้ใช้สื่อออนไลน์ในชื่อ พิชัย โพสต์เนื้อหาและภาพลงในติ๊กต็อก มีข้อความดังนี้ “คนขายชาติที่เปิดด่านหนองผักกาด ที่คือการโกหก ที่ประชาชนจับได้ ด่านหนองผักกาดไม่เคยถูกปิด มีนายทุนส่งสินค้าจากไทยไปเขมรตลอดเวลา เขมรถึงมีชีวิตอยู่ได้ แถมยังมีเสบียงเพื่อไว้ต่อสู้กับทหารไทยอีก ขายชาติทั้งนายทุนไทย รัฐบาลและทหารระดับนายพลสั่งการทั้งหลาย” ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่กำลังทำหน้าที่อยู่บริเวณนั้นเป็นอย่างมาก

จากนั้นวันที่ 27 พฤษภาคม 2569   พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้แถลงย้ำอีกครั้งว่า กองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ ปิดด่านตลอดแนวและควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามนโยบายรัฐบาล การอนุญาตให้ผ่านเข้า-ออกในบางกรณี เป็นไปเพื่อภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคง และหลักมนุษยธรรม ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่ใช่การเปิดด่านให้สัญจรทั่วไป

โฆษกกองทัพเรือระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังคงมีความพยายามลักลอบเข้าเมืองและทำกิจกรรมผิดกฎหมายของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กองทัพเรือจึงยังคงมาตรการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากเตือนประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร ระมัดระวังบางเพจที่พยายามสร้างกระแสปลุกปั่น “ปราศจากหลักฐาน” ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความมั่นคง หากประชาชนพบเห็นการลักลอบผ่านแดน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ สายด่วน 1696 ตลอด 24 ชั่วโมง

แม้จะมีการชี้แจงไปแล้วอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีสื่อสังคมออนไลน์บางเพจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ อ้างว่ากองทัพเรือเปิดให้มีการเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามชายแดนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด พล.ร.ต.ปารัช จึงได้ออกมาปฏิเสธอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง

กองทัพเรือจึงได้เริ่มดำเนินการเผยแพร่ภาพสด (Live) ผ่านทางเพจ Facebook “โฆษกกองทัพเรือ” จากประตูจุดผ่านแดนถาวร 3 แห่ง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้แก่  จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี และจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

การถ่ายทอดสดดังกล่าว มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นภาพจริงว่าด่านชายแดนยังคงอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ได้เปิดให้สัญจรอย่างเสรีตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กปช.จต. ยังคงดำเนินการสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา และพร้อมรับการตรวจสอบจากสังคมตลอดเวลา

Continue Reading

ชายแดนตราด

 ทร.โต้ข่าวปลอม ละเลยจับลักลอบข้ามชายแดนจันทบุรี

Published

on

 กองทัพเรือโต้ข่าวปลอม ละเลยจับกุมผู้ลักลอบข้ามแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดจันทบุรี ปูพรมกวาดล้างแก๊งลักลอบข้ามแดน “จับจริงทุกราย ไม่มีเว้นวรรค”

สถานการณ์ความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนตะวันออก ภายใต้การดูแลของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากเกิดกระแส ข่าวปลอมโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐบนโลกออนไลน์ นำไปสู่การพิสูจน์ความจริงด้วยผลงานการจับกุมอย่างต่อเนื่องชนิดที่เรียกว่า มาอีกก็จับอีก ครอบคลุมตั้งแต่นายหน้าเถื่อน แรงงานกัมพูชา ไปจนถึงกลุ่มทุนจีนสีเทา

จุดเริ่มต้นข่าวปลอม เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอและข้อความกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้มีการลักลอบข้ามแดนบริเวณพื้นที่หมู่ 2 ตำบลทุ่งขนาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

ต่อมา พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ออกมาชี้แจงทันควัน พร้อมยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอม (Fake News) ที่เกิดจากการนำภาพเหตุการณ์เก่ามาเล่าใหม่เพื่อสร้างความเข้าใจผิด โดยภาพที่ถูกนำมาอ้างอิงนั้นแท้จริงแล้ว คือ ผลงานการจับกุมที่ผ่านมาของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ซึ่งผู้กระทำผิดถูกส่งดำเนินคดีไปหมดแล้ว ได้แก่

12 พฤศจิกายน 2025  จับกุมชาวกัมพูชา 108 คน

15 มกราคม 2025 จับกุมผู้ต้องหาชาวจีน 13 คน

19 มีนาคม 2026  จับกุมชาวกัมพูชาและคนนำพาชาวไทย 17 คน

รวมผู้ต้องหาจากภาพข่าวปลอมทั้งสิ้น 138 คน ซึ่งทุกคนถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

ความจริงในพื้นที่ ณ ขณะนั้น (เช้าวันที่ 24 เมษายน 2026 เวลา 07.00 น.) เจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธินที่ 524 เพิ่งจะปฏิบัติการจับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย ที่กำลังลักลอบข้ามแดนพร้อมขนสิ่งของบริเวณบ้านซับตารี เป็นการตอกย้ำนโยบาย “จับจริง ส่งดำเนินคดีทุกราย” อย่างโปร่งใสและเคารพสิทธิมนุษยชน

กวาดล้างต่อเนื่อง หลังข่าวปลอม (25 – 30 เม.ย. 2026)

เพื่อเป็นการตอกย้ำว่ากองทัพเรือไม่ได้มีช่องโหว่ตามที่ข่าวปลอมกล่าวอ้าง กปช.จต. ได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนตลอดแนวชายแดนกว่า 100 กิโลเมตร และนำมาซึ่งผลการจับกุมรายวันอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

คืนวันที่ 25 เมษายน 2026 (เวลา 21.30 น.)  ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 ร่วมกับ ตม. และ สภ.สะตอน จับกุมชาวกัมพูชา 2 ราย ที่ลักลอบข้ามแดนโดยไม่มีเอกสารแสดงตน ก่อนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน

วันที่ 27 เมษายน 2026  (เวลา 05.00 น.) กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 526 ยึดกระสอบยาสมุนไพรและอาหารแปรรูปหนีภาษีบริเวณชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน

เวลา 10.00 น. กองร้อยฯ 521 ร่วมกับสรรพสามิตและศุลกากร จับกุมผู้กระทำผิด 2 ราย พร้อมของกลางสินค้าหนีภาษีลอตใหญ่ (บุหรี่ต่างประเทศ สุรา) ที่ซุกซ่อนมากับรถจักรยานยนต์

เวลา 11.00 น.  กองร้อยฯ 542 จับกุมชาวกัมพูชา 8 คน (ชาย 2, หญิง 6) บริเวณใกล้หลักเขตแดนที่ 58 ส่วนผู้นำพา 1 คนแต่งกายคล้ายทหารกัมพูชาไหวตัวทันหลบหนีข้ามฝั่งไปได้ ผู้ต้องหาสารภาพว่าจ่ายค่านายหน้าคนละ 3,500 บาท เพื่อกลับมาหานายจ้างเก่าที่ อ.มะขาม สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านที่บีบบังคับให้ประชาชนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด

ล่าสุดวันนี้! 30 เมษายน 2026 (เวลา 06.00 น.) ฉก.นย.จันทบุรี สกัดจับขบวนการลักลอบขนชาวจีนได้ที่บ้านป่าวิไล ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน โดยรวบตัวนายชัชวาลย์ (อายุ 39 ปี) คนขับรถกระบะชาวไทย ที่รับจ้างหัวละ 1,000 บาท ขนบุคคลสัญชาติจีน 7 ราย ที่ลักลอบมาจากปอยเปตเพื่อเตรียมส่งไปยัง อ.สอยดาว เบื้องต้นพบว่า 6 คนไม่มีหนังสือเดินทาง และอีก 1 คนอยู่เกินกำหนด (Overstay) แม้เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Cyber Scam) แต่เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด

ย้อนรอยความเข้มงวด ก่อนเกิดข่าวปลอม (10 – 22 เม.ย. 2026)

หากมองย้อนกลับไปก่อนที่จะมีข่าวปลอมโจมตี จะพบว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทำงานกันอย่างหนักหน่วงมาโดยตลอดเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามทุกรูปแบบ

10 เมษายน 2026 เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวชาวบังกลาเทศ 8 คน (ชายล้วน) ที่สวนเกษตร บ้านมะรุม หมู่ที่ 6 ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน กลุ่มนี้ใช้วิธีบินลงกัมพูชาแล้วเดินเท้าลัดเลาะช่องทางธรรมชาติเข้าไทย หวังมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขอความช่วยเหลือจากสถานทูตบังกลาเทศกลับประเทศ

22 เมษายน 2026 เวลา 00.30 น. ชุดลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจกลางคืน จับกุมชาวกัมพูชา 7 ราย (ชาย 6, หญิง 1) ที่หมู่ 4 ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน กลุ่มนี้หนีภัยเศรษฐกิจตกต่ำและการว่างงานมาจาก จ.พระตะบอง โดยยอมจ่ายค่านายหน้าสูงถึงรายละ 6,000 บาท เพื่อแลกกับโอกาสเข้ามาหางานทำในไทยตอนใน

Continue Reading

ชายแดนตราด

สยบข่าวปลอมเปิดด่านชายแดน แต่ทะเลส่งออกได้ปกติ เว้นตราด-จันท์

Published

on

ทร. สยบข่าวปลอม “เปิดด่านชายแดนตราด-จันทบุรี” ชี้กัมพูชาปั่นกระแส ด้านชาวตราดบางส่วน บอกยังไม่ให้เปิดด่าน ขณะที่การค้าปรับตัว มุ่งส่งออกผ่านช่องทางทะเลถูกกฎหมาย

ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดบนโลกโซเชียลเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนทางบกฝั่งจันทบุรี-ตราด เพื่อส่งเสบียงและสินค้าเข้าไปยังประเทศกัมพูชานั้น ล่าสุดทางกองทัพเรือได้ออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่าประเด็นดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” (Fake News)

อย่างไรก็ตาม ในมิติของเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ แม้ประตูด่านทางบกจะปิดตายจากสถานการณ์ความมั่นคง แต่สินค้าไทยยังคงเป็นที่ต้องการสูง และผู้ประกอบการได้ปรับตัวหันไปใช้เส้นทางขนส่งทางทะเลผ่านประเทศที่สามอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งช่วยขับเคลื่อนฟันเฟืองเศรษฐกิจต่อไปได้

กองทัพเรือนั่งยันนอนยัน “ข่าวปลอม” ไร้นโยบายเปิดด่านทางบก

ประเด็นร้อนนี้ถูกชี้แจงอย่างเป็นทางการโดย พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ซึ่งระบุชัดเจนว่า ข้อมูลที่อ้างว่าทางการไทยจะเปิดช่องทางขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังกัมพูชาผ่านชายแดนจันทบุรีและตราดนั้น “ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” โฆษกกองทัพเรือ ย้ำว่า นี่คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปั่นกระแส หากทางกัมพูชาต้องการความช่วยเหลือจากวิกฤตความเดือดร้อนของประชาชนที่ตกงานหรืออดอยาก ซึ่งเป็นผลพวงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้นำประเทศ ก็ควรดำเนินการประสานงานผ่าน “ช่องทางทางการทูต” ตามหลักสากล กองทัพเรือไม่มีนโยบายเปิดด่านหรือช่องทางพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น และยังคงตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามกรอบกฎหมายและความมั่นคงของชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ข่าวปลอมลักษณะนี้เป็นความพยายามสร้างความสับสนและปั่นกระแสจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะกัน ขณะนี้กองทัพเรือกำลังเร่งแกะรอยแหล่งที่มาของข่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เผยแพร่ พร้อมเตือนประชาชนชาวตราดและคนไทยทั่วประเทศ ให้ใช้วิจารณญาณ เช็กให้ชัวร์ก่อนแชร์ และอย่าตกเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการข่าวสาร (IO) จากฝั่งตรงข้าม

จับตาแทคติก “ขอเปิดด่านชั่วคราว” หวังกรุยทางหรือไม่?

ด้าน คุณวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า มีความพยายามจากฝั่งกัมพูชาในการใช้ข้ออ้าง “ขอเปิดด่านชั่วคราวเฉพาะกิจ” เพื่อขนส่งวัสดุอุปกรณ์สำหรับก่อสร้างโรงเรียนพระราชทานเข้าไปยังกัมพูชา

จากการตรวจสอบข้อมูลกับ พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการนาวิกโยธิน และผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.นย./ผบ.กปช.จต.) ยืนยันว่า ยังไม่เคยได้รับการประสานงานใดๆ ทั้งจากทางการกัมพูชาหรือจากกองทัพเรือส่วนกลางในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานวงในระบุว่า ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา คนสนิทของ “สมเด็จฮุนเซน” ได้มีความพยายามเจรจากับตัวแทนฝ่ายทหารไทย เพื่อขอเปิดด่านชั่วคราวฝั่งตรงข้ามจังหวัดตราด โดยอ้างว่าได้จัดเตรียมซื้อวัสดุในไทยไว้พร้อมแล้ว ซึ่งทางทหารไทยในพื้นที่ได้รายงานเรื่องนี้ตามลำดับชั้นให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว หลายฝ่ายจึงจับตามองว่า นี่อาจเป็นแทคติกของกัมพูชาที่ใช้เรื่องการศึกษามาเป็นข้ออ้างเพื่อ “กรุยทาง” ไปสู่การเปิดด่านเต็มรูปแบบในอนาคตหรือไม่

มุมมองผู้นำท้องถิ่นตราด : “ความมั่นคงของชาติ ต้องมาก่อนปากท้องเสมอ”

ในส่วนของภาคประชาชนและผู้นำท้องถิ่น นายกิตติธัช ไชยอรรถ หนึ่งในคีย์แมนสำคัญที่ร่วมผลักดันโครงการถนนความมั่นคงบ้านสามหลัง จังหวัดตราด ได้แสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปิดด่านในเวลานี้”

นายกิตติธัช ให้เหตุผลที่น่ารับฟังว่า หากมองข้ามแดนไปในเวลานี้ ฝั่งกัมพูชายังคงมีการขุดแนวสนามเพลาะและสร้างแนวป้องกันตลอดตะเข็บชายแดน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าพวกเขายังคงอยู่ในโหมดเตรียมพร้อมรบและตึงกำลัง การเปิดด่านเพื่อส่งเสบียงหรือสินค้าเข้าไปตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งกำลังบำรุงไปเสริมความเข้มแข็งทางยุทธศาสตร์ให้ฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่สถานการณ์ยังมีความสุ่มเสี่ยง

“การเปิดด่านนั้นมีความเป็นไปได้ในอนาคต แต่หนทางยังอีกยาวไกล เงื่อนไขแรกคือสถานการณ์ต้องสงบ ผู้ใหญ่ของทั้งสองประเทศต้องเจรจาปรับความเข้าใจและลดการตึงกำลังทหารลงก่อน หากจะเปิด ก็ต้องเปิดพร้อมกันทุกจุดโดยเอาความมั่นคงเป็นตัวตั้ง เราไม่ควรเร่งรีบ ถนนความมั่นคงบ้านสามหลังที่เราสร้างมา แลกมาด้วยงบประมาณและหยาดเหงื่อแรงกายของชาวตราด การจะทำอะไรต้องนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นหลัก แม้เศรษฐกิจการค้าชายแดนจะสำคัญ แต่นาทีนี้ บริบทความปลอดภัยต้องมาก่อน” นายกิตติธัช กล่าวย้ำ

เจาะลึกเศรษฐกิจตราด : ด่านบกปิด แต่ “ขนส่งสินค้าทางทะเล” ยังคึกคักและถูกกฎหมาย 100%

หลายคนอาจสงสัยว่า หากด่านทางบกปิดตาย ทำไมในกัมพูชาถึงยังมีสินค้าไทยวางขายและไม่เกิดภาวะขาดแคลน?  ทีมข่าวได้ลงพื้นที่พูดคุยกับ นักธุรกิจรายใหญ่ในจังหวัดตราด (ขอสงวนนาม) ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลอินไซต์ของภาคเศรษฐกิจที่น่าสนใจมาก

นักธุรกิจรายนี้ระบุว่า ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยในกัมพูชายังคงสูงลิ่ว เมื่อด่านชายแดนทางบกผ่านจังหวัดตราดหรือสระแก้วปิด ผู้ประกอบการไทยจึงต้องปรับกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ใหม่ โดยหันไปใช้ “การส่งออกผ่านประเทศที่สาม” แทน

เส้นทางขนส่งใหม่  ปัจจุบันสินค้าไทยจำนวนมหาศาลถูกลำเลียงไปขึ้นเรือบรรทุกสินค้าที่ ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี รวมถึงท่าเรือในกรุงเทพฯ เพื่อส่งออกทางทะเลไปยัง ประเทศเวียดนาม จากนั้นเอเย่นต์ในเวียดนามจะทำหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้า ผ่านแดนทางบกเข้าสู่กัมพูชาอีกทอดหนึ่ง (ส่วนในภาคอีสาน ก็ใช้วิธีส่งออกข้ามแดนไป สปป.ลาว แล้วให้ลาวส่งต่อเข้ากัมพูชา)

ความถูกต้องทางกฎหมาย  ในทางนิตินัย สินค้าเหล่านี้ถือเป็นการ “ส่งออกไปยังเวียดนามหรือลาว” ซึ่งเป็นการค้าขายระหว่างประเทศที่ ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ไม่ใช่การลักลอบหรือละเมิดมาตรการปิดด่านแต่อย่างใด

ต้นทุนที่ก้าวกระโดด  การเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางทะเลและอ้อมประเทศที่สาม ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเดิมที่ใช้รถบรรทุกวิ่งผ่านด่านชายแดนตราด มีค่าใช้จ่ายราว 30,000 บาท/เที่ยว ปัจจุบันเมื่อต้องลงเรือไปเวียดนาม ต้นทุนขยับพุ่งไปถึง 70,000 – 80,000 บาท/เที่ยว (เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า)

ระยะเวลาขนส่ง  จากเดิมวิ่งรถข้ามแดนใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ ปัจจุบันกระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลาเกือบ 1 เดือน

สรุปสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจ  ภาระค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นมหาศาลนี้ “ผู้นำเข้าฝั่งกัมพูชาเป็นผู้แบกรับต้นทุนทั้งหมด” พวกเขายอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้มีสินค้าไทยไปหล่อเลี้ยงความต้องการภายในประเทศ นี่คือคำตอบว่าทำไมกัมพูชาจึงไม่เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนหนัก แม้ไทยจะปิดด่านชายแดนก็ตาม

สถานการณ์ชายแดนตราดในขณะนี้ เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงการรักษาสมดุลระหว่าง “ความมั่นคง” และ “เศรษฐกิจ” กองทัพเรือและฝ่ายความมั่นคงยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและสกัดกั้นข่าวปลอมอย่างเข้มแข็ง ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และระบบลอจิสติกส์ทางทะเลระดับสากล เพื่อรักษาเม็ดเงินจากการส่งออกไว้อย่างถูกกฎหมาย โดยผลผลักภาระต้นทุนไปยังประเทศปลายทาง

Continue Reading

ชายแดนตราด

นย.ตราด จับ 4 ชาวจีนหนีตาย ถูกบังคับทำสแกมเมอร์

Published

on

ทหารพรานนาวิกโยธินตราด รวบ 4 ชาวจีนลอบเข้าเมือง เผยเบื้องหลังสุดรันทด ถูกกลุ่มธุรกิจสีเทาบังคับทำงานสแกมเมอร์ในทมอดา ก่อนหนีตายข้ามแดนมาฝั่งไทย กองทัพเรือเร่งขยายผลคัดกรองเหยื่อค้ามนุษย์

กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) รายงานการจับกุมชาวจีนจำนวน 4 ราย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะลักลอบหลบหนีออกจากเขตเศรษฐกิจพิเศษทมอดา ประเทศกัมพูชา ข้ามมายังฝั่งไทย โดยผู้ถูกจับกุมให้ข้อมูลสำคัญว่าตนถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์หรือสแกมเมอร์ (Cyber Scam) ของกลุ่มธุรกิจจีนเทาในพื้นที่ดังกล่าว

ในการนี้ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดได้เข้าดูแลตามหลักมนุษยธรรมเบื้องต้น ทั้งการมอบอาหาร น้ำดื่ม และปฐมพยาบาลบาดแผลที่ได้รับระหว่างการหลบหนี ก่อนจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและดำเนินการตามกฎหมาย

โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนรูปแบบการหลอกลวง กักตัว และบังคับใช้แรงงานต่างชาติของกลุ่มธุรกิจสีเทาในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยกองทัพเรือจะเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจและบูรณาการกับทุกหน่วยงานเพื่อสกัดกั้นเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

Continue Reading
Advertisement

Trending

Copyright © 2553 สำนักข่าวตราดทีวีออนไลน์ เว็บไซต์ข่าวจังหวัดตราด